เทคนิคเลือกลงทุนตราสารหนี้ ไม่ให้กลับมาเขย่าขวัญ … ถ้าผิดนัดชำระหนี้

242

Highlight


  • ใน ‘ตราสารหนี้’ เอง ลงทุนเพื่อรับดอกเบี้ย ดังนั้นความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทจึงสำคัญ หากชำระไม่ได้ ผลตอบแทนก็เป็น 0 ได้ทันที ดังนั้นนักลงทุนเองก็ควรทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตัวเองจะลงทุน จะมองแต่ผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้
  • 4 เทคนิคในการวิเคราะห์ความเสี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ หลีกหนีโอกาสเจอหุ้นกู้ ผิดนัดชำระหนี้

การผิดนัดชำระหนี้ (Default) ‘หุ้นกู้’ นั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักแบบนี้ อาจจะถูกกลับขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เพราะในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีที่เกิดขึ้น

เช่นเดียวกับการลงทุนใน ‘หุ้น’ ฝั่ง ‘หุ้นกู้’ เองก็มีทั้งที่ ‘เสี่ยงมาก’ และ ‘เสี่ยงน้อย’ ให้เลือกลงทุนด้วยเช่นกัน

นักลงทุนก็ต้องมีความรู้ ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน พยายามหลีกเลี่ยงบริษัทที่อาจจะมีปัญหาได้ อย่ามองแต่อัตราผลตอบแทนสูงๆ เพียงอย่างเดียว Non-rated ที่ออกมาช่วงหลังผลตอบแทน 6-7% ก็มีให้เห็น

ปัจจุบันกลุ่มผู้ออกหุ้นกู้หลักจะมาจาก 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1.อสังหาริมทรัพย์                17.44%
2.อาหาร                            16.82%
3.พลังงาน                          15.12%
ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ปี 2562

หลักการเช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้น จะมีความเสี่ยงในเรื่องของราคาหุ้นซึ่งมีความผันผวนสูง เพราะผลตอบแทนของหุ้นมาจากราคาใน ‘ตราสารหนี้’ เอง ลงทุนเพื่อรับดอกเบี้ย

ดังนั้นความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทจึงสำคัญ หากชำระไม่ได้ ผลตอบแทนก็เป็น 0 ได้ทันที ดังนั้นนักลงทุนเองก็ควรทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตัวเองจะลงทุน จะมองแต่ผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้

ในเมื่อสถานการณ์ทำให้เราต้องหัดพึ่งตนเอง ว่านักลงทุนจะวิเคราห์ความเสี่ยงแบบเบื้องต้นกันอย่างไร ตัวเลขทางการเงินต่างๆ มันเยอะไปหมดจะทราบได้อย่างไรว่าต้องดูตัวไหน เรามีเทคนิคจากผู้ที่คว่ำหวอดในแวดวงผู้จัดการกองทุนมาฝาก

ว่านอกเหนือจากที่ต้องเข้าใจแนวโน้มเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและกิจการของบริษัทแล้ว การจัดอันดับความเสี่ยงทางด้านเครดิตแบบสากล ที่ทั้งสถาบันจัดอันดับเครดิตและธนาคารระดับโลกใช้กัน มักจะดูตัวเลขทางการเงินอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ

  • หนี้สินทั้งหมดเมื่อเทียบกับกระแสเงินสด  หรือ (debt to operating cashflow)
    จะบอกเราได้ว่า ถ้ากระแสเงินสดคงที่อยู่ที่ระดับประมาณนี้จะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะชำระคืนหนี้ได้หมด นอกจากตัวเลขนี้จะบอกเราว่ากิจการนี้ต้องคงดำเนินกิจการต่ออีกกี่ปีจึงจะชำระหนี้หมดแล้ว
  • กระแสเงินสดเทียบกับหนี้ที่ครบกำหนดชำระ หรือ (debt service coverage ratio – DSCR)
    บอกเราว่า บริษัทมีเงินพอมาคืนหนี้ที่ครบในปีนั้นหรือไม่ หากไม่พอแสดงว่าบริษัทต้องพึ่งการกู้เงินจากตลาดหรือธนาคารเพื่อมาคืนหนี้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ว่าธนาคารหรือตลาดยังจะให้กู้หรือไม่ หากเป็นช่วงเวลาที่ตลาดตื่นตระหนก ขาดสภาพคล่องหรือธนาคารไม่ปล่อยกู้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดน้อยกว่าหนี้ที่ครบในปีนั้น (DSCR<1) ก็มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ
  • หนี้สินต่อทุน
    ตัวชี้ว่า บริษัทนี้มีความทนทานต่อความผันผวนหรือการแกว่งของกำไรและกระแสเงินสดขนาดไหน ถ้าเป็นปีที่ไม่ดีมีกำไรน้อยหรือถึงขั้นขาดทุน แต่บริษัทมีทุนเดิมอยู่มากก็ยังพอเอาทุนเดิมที่มีอยู่นั้นมาพยุงกิจการต่อไปได้อีกสักพักนึง แต่หากมีทุนน้อยก็จะเสี่ยงเวลาที่เกิดการผันผวนของกำไรและกระแสเงิน
  • ควรพิจารณาเป็นข้อพิเศษด้วยคือ ขนาดของบริษัท
    ด้วยขนาดที่ใหญ่ อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รัฐบาลหรือแม้แต่ธนาคารที่ปล่อยกู้อยู่ไม่อาจปล่อยให้ล้มไปได้ง่ายๆ จะคอยสนับสนุนแม้ในยามที่บริษัทประสบปัญหา แม้อาจจะมีสัดส่วนทางการเงินบางตัวที่ไม่ได้สวยมาก เช่น อาจมีหนี้ต่อทุนสูง ก็จะได้คะแนนพิเศษตัวนี้ช่วย

ปิดท้ายสักนิด … การลงทุนไม่ว่าจะด้วยช่องทางไหน ต้องไม่ลืมที่จะศึกษาถึงข้อมูล ด้วยการอ่านและทำความเข้าใจหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ

Cr: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) / คลังความรู้ บลจ.ไทยพาณิชย์ / กรุงเทพธุรกิจ

ติดต่อโฆษณา