รวยหุ้น รวยลงทุน ปี 6 ตอน กลยุทธ์หุ้นไทย ช่วงรอยต่อรอรัฐบาลใหม่

0
170
ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่อนข้างจากคาดเดายาก ว่าหน้าตาของรัฐบาลใหม่จะออกมาเป็นอย่างไรในช่วงรอยต่อการเมือง รอรัฐบาลใหม่แบบนี้ จึงเป็นช่วงที่นักลงทุนต่างเฝ้าจับตา…
คำถามที่ตามมา ..กลยุทธ์หุ้นไทยในบรรยกาศอย่างนี้ ยังไงดี ?
ทิศทางของตลาดหุ้นในช่วงรอยต่อการเมืองแบบนี้ ทางคุณ คุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้มุมมองว่า หากสังเกตุ Fund Flow ของเงินทุนต่างชาติ
ช่วงก่อนหน้านี้ ถือว่าถอยออกจากตลาดหุ้นไทยไปมาก เรียกว่า “Underweight หุ้นไทยเยอะมาก”
พอมาในภาวะแบบนี้ อาจจะเริ่มเห็นการกลับมาของ Fund Flow บ้าง แต่ยังมีผันผวนสูงคาดว่า เม็ดเงินที่เข้ามาเป็นเพียงการเก็งกำไรสั้นๆ เม็ดเงินลงทุนระยะยาวยังไม่กลับเข้ามา
เป็นเหตุผลที่ทำให้ บล.เอเชีย พลัส มองหุ้นไทย ในช่วงรอยต่อการเลือกตั้งว่าน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 1,620 – 1,640 จุด
ส่วนทิศทางการลงทุน “หลังจากการเลือกตั้ง” มองว่าเป็นทางบวก หุ้นไทยที่ถูก  Underweight เมื่อความชัดเจนของการเมืองไทยก็น่าจะทำให้เม็ดเงินจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย ผลจากความเชื่อมั่น
ส่วนแนวโน้มปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย นั้นอยากให้จับตา  2  เรื่องใหญ่ๆ นั้นคือ
     1. Trade War สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ จีน
     2. Brexit การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร
ประเด็น Brexit นั้น มองว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ตอบสนองในมุมลบ สำหรับเรื่องนี้ (เพราะถูกสะท้อนไปในราคาหุ้นไปแล้ว)
แต่ ประเด็นที่น่าจับตา คือ  “สงครามการค้า” ที่ก่อนหน้านี้ ตลาดโดยรวมมองความคืบหน้าการเจรจาระหว่างอเมริกา และ จีน ในเชิงบวก แต่จากการเลื่อนกรอบระยะเวลาในการบังคับใช้ตัวกำแพงภาษี หลายรอบติดต่อกัน  ทำให้น่าเฝ้าดูผลสรุป
หุ้นแบบไหนน่าสนใจ ในบรรยากาศแบบนี้ ?

หุ้น 2 ประเภท ที่ดูเข้าตา คือ หุ้นบางตัวในกลุ่ม  Commodity เช่น  PTTEP  ราคาปรับลงไปเยอะมาก
ที่สวนทางกับการปรับขึ้นของราคาน้ำมันที่ปรับบวกขึ้น ในภาวะที่ตลาดหุ้นมีรูปแบบการซื้อขาย Short Sell มากขึ้นเรื่อยๆหากมีการซื้อกลับ (ปิด Short Position) น่าจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้และกลุ่มหุ้นปันผล (Domestic Play) ซึ่งน่าจะฟื้นตัวภายหลังการเลือกตั้ง เช่น หุ้น LH (กลุ่มอสังหาริมทรัพย์)
หุ้น BJC (กลุ่มพาณิชย์) และ หุ้น STEC (กลุ่มก่อสร้าง)
สำหรับนักลงทุน  “มือใหม่” หากมองหาการลงทุนในระยะยาว นับเป็นโอกาสที่ดีเพราะอัตราเงินปันผลเฉลี่ย ของตลาดหุ้นไทย อยู่ประมาณ 3.58% ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก ชนะเงินเฟ้อได้
แต่อยากจะเน้นให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี  ผลประกอบการเป็นบวกต่อเนื่อง
การลงทุนหุ้น นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก 2 แบบ คือ
1. Captial Gain (ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์)
2. Dividend (ผลตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น หรือ เงินปันผล)

บล.เอเชีย พลัส ยังเชื่อมั่นว่าเม็ดเงินจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาหลังการเลือกตั้งบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยยังคงมองบวก ประเมิน Upside (โอกาสในการที่หุ้นจะปรับขึ้น)ให้กรอบอยู่ที่  1,700 จุด
แต่ทุกการลงทุนนั้น มีความเสี่ยง นักลงทุนก็ควรจะเผื่อใจไว้บ้างในกรณีที่เกิดความเสี่ยงเช่น  “ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามที่กำหนด”

คลิ๊กชมรายการเต็ม >>

https://youtu.be/vVWtfANiCEs

สนใจลงทุน

แสดงข้อคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here